วัดประดู่ พระอารามหลวง

17 ต.ค. 2561      1455 views

แชร์ทั้งหมด 0 ครั้ง

Facebook share Twitter share Print

วัดประดู่เป็นโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแห่งนี้ เคยเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสต้นทางชลมารคเยือนที่นี่ ด้วยทรงมีพระราชศรัทธาต่อหลวงปู่แจ้ง เจ้าอาวาสในขณะนั้น และได้ทรงถวายเครื่องราชศรัทธาแก่หลวงปู่แจ้ง อาทิเช่น เรือพร้อมเก๋งพระที่นั่ง 4 แจว, พระแท่นบรรทม, ตาลปัตรพัดรองนามาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ฯลฯ ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธาที่เปิดให้นักท่องเที่ยว เยี่ยมชมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามภายในวัดยังคงมีสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ได้แก่
- พระพุทธรูปโบราณสมัยอยุธยา ศิลปะแบบล้านช้าง พระวรกายประกอบด้วยหินศิลาแลงอายุประมาณ 500 ปี เป็นพระประธานคู่วัดประจำอุโบสถหลังเก่า
- พระตำหนักสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก 
- ภาพจิตรกรรมเพดานเขียนด้วยสีฝุ่นสมัยรัชกาลที่ 2 
- ศูนย์สาธิตศิลปะการทำหัวโขนและเศียรครู
- ต้นสะเดาประวัติศาสตร์ บ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ หุ่นปั้นรูปเหมือนด้วยดินสอพองที่พระมหาสุรศักดิ์ อติสกโข เจ้าอาวาส ได้คิดค้นประติมากรรมชิ้นแรกที่ใช้ดินสอพองของไทยมาปั้นเป็นหุ่นรูปเหมือน เช่น รูปปั้นเอื้อ สุนทรสนาน รูปเหมือนแฝดอินจัน เป็นต้น

ลักษณะเด่น

วัดประดู่เป็นโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแห่งนี้ เคยเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสต้นทางชลมารคเยือนที่นี่ ด้วยทรงมีพระราชศรัทธาต่อหลวงปู่แจ้ง เจ้าอาวาสในขณะนั้น และได้ทรงถวายเครื่องราชศรัทธาแก่หลวงปู่แจ้ง อาทิเช่น เรือพร้อมเก๋งพระที่นั่ง 4 แจว, พระแท่นบรรทม, ตาลปัตรพัดรองนามาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ฯลฯ ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธาที่เปิดให้นักท่องเที่ยว เยี่ยมชมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามภายในวัดยังคงมีสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ได้แก่
- พระพุทธรูปโบราณสมัยอยุธยา ศิลปะแบบล้านช้าง พระวรกายประกอบด้วยหินศิลาแลงอายุประมาณ 500 ปี เป็นพระประธานคู่วัดประจำอุโบสถหลังเก่า
- พระตำหนักสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก 
- ภาพจิตรกรรมเพดานเขียนด้วยสีฝุ่นสมัยรัชกาลที่ 2 
- ศูนย์สาธิตศิลปะการทำหัวโขนและเศียรครู
- ต้นสะเดาประวัติศาสตร์ บ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ หุ่นปั้นรูปเหมือนด้วยดินสอพองที่พระมหาสุรศักดิ์ อติสกโข เจ้าอาวาส ได้คิดค้นประติมากรรมชิ้นแรกที่ใช้ดินสอพองของไทยมาปั้นเป็นหุ่นรูปเหมือน เช่น รูปปั้นเอื้อ สุนทรสนาน รูปเหมือนแฝดอินจัน เป็นต้น

ประวัติ

วัดประดู่ เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศักราช 2320 จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่ามีแก่นไม้ประดู่ด้านหนึ่ง เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมยาวขนาดเท่าใบลานใช้เป็นที่อัดใบลาน ได้นำไปไว้ที่ศาลเจ้าพ่อประดู่ นอกจากนี้ วัดประดู่ ยังเป็นวัดที่มีเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจมากมาย มีทั้งขุมสมบัติมหาศาลและลายแทงสมบัติ ที่มีรูอยู่เก้าแห่ง รูไหนแจ้งให้แทงรูนั้น ตรงไหนเปียกไม่ยอมแห้งให้แทงรูนั้น มีบางคนเคยเห็นเป็ดเงินและเป็ดทองคำออกมาเดินเล่นน้ำฝนและหายลงไปในสระ ยังมีพระพุทธรูปทองคำหน้าตัก ประมาณสองศอก จมตกหายลงไปในสระ ปัจจุบันได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ทับปิดสระน้ำไปแล้ว และมีเรือชะล่าใหญ่จมลงไปในสระ มักมีนักแสวงโชคมาขุดหาสมบัติแต่สุดท้ายมักคว้าน้ำเหลว
วัดประดู่ นับว่าเป็นวัดประวัติศาสตร์ ในสมัยหลวงปู่แจ้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสต้นทางชลมารคมายัง วัดประดู่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2477 และทรงเสวยพระกระยาหารเช้าที่วัดประดู่ พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาต่อ หลวงปู่แจ้ง สมัยนั้นหลวงปู่แจ้ง เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่เลื่อมใส ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาววัดประดู่ เมื่อพระองค์เกิด พระราชศรัทธาต่อ หลวงปู่แจ้ง ได้นิมนต์หลวงปู่แจ้งเข้าไปใน พระราชวังหลายครั้งด้วยกัน ที่สำคัญพระองค์ได้ถวายเครื่องราชศรัทธา ที่สำคัญๆ อันทรงคุณค่าไว้ให้หลวงปู่แจ้งเช่น เรือเก๋งพระที่นั่ง พระแท่นบรรทม ตาลปัตร ปิ่นโตสลักบาตร เป็นต้น 
จนกระทั่งใน พ.ศ. 2543 จึงได้จัดตั้ง " พิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 " ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย 2 ชั้น 5 หลังคาแฝด ปิดทองฝาสกลทั้งหลัง เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเครื่องราชศรัทธา และเป็นสมบัติของชาติสืบต่อไปและเพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมและพัฒนาเยาวชนให้เป็น ยุวมัคคุเทศก์อีกด้วย
ภายในพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธาได้เก็บรักษาเครื่องราชศรัทธาต่างๆมากมาย อาทิ พระแท่น บรรทมตาลปัตร นามาภิไธยย่อ จปร. และตาลปัตรนารายณ์ทรงครุฑพร้อมปอกหลังสำหรับคลุม ตู้เล็กและตู้ทึบ ปิ่นโต บาตร พร้อมฝาบาตรไม้ฝังมุกตัวย่อ สพปมจ. ย่อมาจากคำว่าสมเด็จพระปรมินทรามหาจุฬาลงกรณ์กาน้ำทองแดงมีตราสัญลักษณ์ กี่ใส่ยาฉุน ถาดใส่ของ ตะเกียงเจ้าพายุ นาฬิกาปารีส เป็นต้น 
นอกจากนี้ภายในวัดยังมี " ศาลาเก๋งเรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 " ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2541 ลักษณะเป็นทรงไทยชั้นเดียว ใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาเก๋งเรือพระราชทาน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยเจ้าฟ้าหลายพระองค์ และสมเด็จข้าราชบริพารได้เสด็จทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่ง ซึ่งเป็นเรือขนาด 4 แจว ขุดจากซุงไม้สักหรือตะเคียน พระองค์ได้จอดแวะพักและผูกเรือพระที่นั่ง ณ ต้นสะเดา เพื่อทำครัวเสวยพระกายาหารเช้า เก๋งเรือพระราชทานนี้ ปัจจุบันทางวัด ได้บูรณะซ่อมแซมจากของเดิมที่ชำรุดให้ สมบูรณ์สวยงาม
ภายในวัดยังมี " พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก " สร้างใน พ.ศ. 2548 ลักษณะเป็นทรงไทย 2 ชั้น 4 หลังคาแฝด ชั้นบนเป็นไม้สักทอง ฝาสกล สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เมื่อครั้งเสด็จทรงเยี่ยม วัดประดู่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ได้เสด็จทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยเหตุในการเสด็จครั้งนั้น พระองค์ได้เคยเสด็จวัดประดู่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยได้เสด็จมาพร้อมกับพระบิดา ของพระองค์ท่าน ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นปลัดอำเภออัมพวาและพระองค์ได้ทอดพระเนตร วีซีดีประวัติ วัดประดู่ อีกครั้งเพื่อย้อนรำลึกถึงเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ที่พระองค์ได้เคยเสด็จมา วัดประดู่ แห่งนี้พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระญาณสังวรฯ แห่งนี้นอกจากจะเป็นอนุสรณ์ให้กับชุมชนชาว วัดประดู่ แล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปได้รู้จัก พระสังฆราช ตั้งแต่องค์แรกจนถึงองค์ปัจจุบันผ่าน หุ่นปั้น ตลอดจนสิ่งของต่างๆที่ทางสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก พระราชทานถวายให้กับวัดประดู่
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่สำคัญในวัดประดู่ก็คือ " ศูนย์สาธิตศิลปะการทำหัวโขนและเศียรครู(หอศิลป์) " สร้างเมื่อ พ.ศ. 2548 ด้วยเล็งเห็นว่าศิลปวัฒนธรรมต่างๆถือเป็นมรดกล้ำค่าที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกของลูกหลาน ซึ่งหอศิลป์แห่งนี้เปิดให้ชุมชน และประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาขั้นตอนการทำและการฝึก ทำหัวโขน และเศียรครู โดยมีหลักสูตรการเรียนรู้จากผู้ชำนาญของผู้ดูแลศูนย์ ซึ่งเป็นบุคคลในชุมชน วัดประดู่ ที่ได้เล่าเรียน ศึกษา จากผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการทำหัวโขนและเศียรครูโดยตรง สำหรับ " พระอุโบสถ " วัดประดู่ ภายในสวยงามด้วยภาพเขียนผนังสีสันสดใสสวยงาม ตรงกลางด้านหลังพระประธาน เป็นภาพเขียนต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระประธานในพระอุโบสถตรัสรู้พร้อมอัครสาวก เบื้องซ้ายและขวา บริเวณด้านข้างหน้าต่างทั้งซ้ายและขวา มีเทวดาหุ่นปั้นมากมายแสดงความยินดี ด้านศาลาการเปรียญใกล้ๆกับพระอุโบสถ มีภาพวาดบนผนังเพดานแบบดั้งเดิม ที่วาดด้วยสีฝุ่นดินสอพอง สมัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งได้รับอารยธรรมมาจากจีน อาทิภาพชุมนุมเทวดา/ชุมนุมเทพ ภาพหนุมานแผลงฤทธิ์เหินเวหา ภาพฤาษี ภาพคนธรรพ์ ภาพหัวล้านชนกัน และภาพพุทธประวัติในเหตุการณ์ต่างๆ เช่น พระเจ้าสุทโธทนะอภิเษกกับ พระนางสิริมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นต้น
นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ด้านหลังของพระอุโบสถ ซึ่งติดกับท่าน้ำอัมพวาได้นำมาใช้ประโยชน์ให้ชาวบ้าน นำสินค้ามาจำหน่าย เช่น อาหารและสินค้าชุมชนต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้เรียนรู้ ภูมิปัญญา ท้องถิ่นภายในวัด และจะสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย