บ้านสวนสมุทรสงคราม

17 ต.ค. 2561      497 views

แชร์ทั้งหมด 0 ครั้ง

Facebook share Twitter share Print

บ้านสวนสมุทรสงคราม

 2 หมู่ 2 ถนนถ.ปฏิคมคุณวัต ต.ท่าคา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 75110

แรงบันดาลใจจากพระบรมฉายาลักษณ์ เกิดเป็น “บ้านสวนสมุทรสงคราม” แหล่งเรียนรู้วิถีไทยในปรัชญาความพอเพียง
“ที่บ้านผมมีพระบรมฉายาลักษณ์ ที่เห็นแล้วผมประทับใจมาก เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดงานต้อนรับพระราชอาคันตุกะพิเศษ ในบรรยากาศที่งดงาม ณ พระตำหนักเรือนไทย เป็นงานถวายการต้อนรับในบรรยากาศแบบไทยเพื่อรับรอง สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ณ พระตำหนักเรือนต้น พระราชวังดุสิต เมื่อคราวที่เสด็จฯ มาประเทศไทย (ครั้งแรกพระองค์ได้เสด็จมายังประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ และได้มีสายสัมพันธ์ระหว่างสองพระราชวงศ์เป็นอย่างดีจากนั้นมา กระทั่งหลังจากทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๒ ได้ทรงเลือกไทยเป็นประเทศแรก ในการเสด็จเยือนต่างประเทศ ) ซึ่งการจัดงานรับรองแบบไทยในครั้งนั้น นับเป็นงานพิเศษเพื่อทรงต้อนรับ พระราชอาคันตุกะ และได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นบรรยากาศที่งดงามมาก เป็นที่ถูกพระราชหฤทัยของทั้งสองฝ่ายเป็นที่ยิ่ง และเป็นการเผยแพร่คุณค่า ความงามของเรือนไทยไปทั่วโลก”

พระตำหนักเรือนต้น เป็นพระที่นั่งในพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกเรือนไม้ทรงไทย หรือที่เรียกว่าเรือนต้น ตามแบบแผนไทย ที่ริมฝั่งอีกด้านหนึ่งของอ่างหยก ตรงกันข้ามกับศาลาท่าน้ำพระที่นั่งวิมานเมฆ ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ สำหรับสำราญพระอิริยาบถ ประทับอย่างลำลอง เช่น เมื่อคราวเสด็จประพาสต้นตามท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ทรงรับเพื่อนต้น ที่ได้พบระหว่างเสด็จประพาสต้น ทรงรับรองเพื่อนต้น รวมผู้ที่ทรงสนิทสนม ที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ เรือนนี้ บางคราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงทำเครื่องเสวยที่เรือนต้นนี้ ด้วยพระองค์เอง ตามที่ทุกคนอาจคุ้นเคยภาพที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ขณะทรงประกอบอาหารด้วยกระทะใบบัวที่ศาลาท่าน้ำ ดังกล่าว

“ผมเกิดบนเรือนไทย ผมเห็นสองภาพนี้ด้วยความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง การที่พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ได้ประทับที่เรือนไทย อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อต้อนรับแขกเมืองที่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี เป็นภาพที่งดงาม ตรึงตราใจมิรู้ลืม ดังนั้น เมื่อผมได้รับมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ ที่เป็นเรือนไทย และฝาเรือนอายุกว่าสองร้อยปีของตระกูลจำนวนหลายหลัง จึงตั้งใจว่าจะต้องบูรณะเรือนเหล่านี้ให้ออกมางดงามเหมือนเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นยุคสมัยของเรือนเหล่านี้ ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน ที่เปิดให้คนไทยและต่างชาติ ได้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนไทยให้ได้ สักวันหนึ่ง”


เจตนารมณ์

บ้านสวนสมุทรสงคราม : เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของ ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ สายเลือดชาวสวนจากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ได้มีโอกาสพบเห็น เรียนรู้ การสื่อสารทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตของแต่ละชนชาติ ขณะเดินทางไปยังเมืองต่างๆ หลากหลายทวีปในต่างประเทศ ที่ได้เก็บรักษา และมีการนำเสนอเป็นที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือนด้วยรูปแบบที่น่าประทับใจ จึงต้องการรวบรวมและถ่ายทอดคุณค่าวิถีชีวิต เรื่องราว ประวัติ ความเป็นมา องค์ความรู้ของไทยในแบบฉบับวิถีชาวสวนที่มีเอกลักษณ์งดงาม ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน ให้บ้านเรือนแห่งนี้เป็นอดีตที่มีลมหายใจ อบอุ่น และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อซึมซับเรื่องราวของสยามประเทศ อันล้วนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ภาคภูมิใจ โดยนำมาผสมผสานกับรูปแบบการสื่อสารให้เกิดความน่าสนใจ ที่ควรค่าแห่งการศึกษา เรียนรู้ อนุรักษ์ และเผยแพร่สู่นานาชาติ
ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ ที่เป็นทั้งนักวิชาการ อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาองค์กรทั้งในภาครัฐ เอกชน และองค์กรเพื่อสังคมชั้นนำหลายแห่ง มีความเชี่ยวชาญทางด้านการจัดการด้านการสื่อสารทั้งด้านธุรกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม และโครงการในระดับชาติ โดย ดำรงตำแหน่งที่สำคัญมากมาย อาทิ นายกสมาคมประชาสัมพันธ์ไทย กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ประธานกรรมการเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ ประธานการกำกับและผลิตภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด เจ้าแผ่นดิน ทางสายพระราชไมตรี , ภาพยนตร์ เรื่อง น้ำจากฟ้า กล้องของพ่อ บทเพลงแห่งความสุข , ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่อง ทศวรรษแรกแห่งการทรงงาน ชัยชนะบนแผ่นดินอีสาน ด้วยรัก และเสียงจากแดนใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะการจัดฉายเป็นพิเศษ ณ ลานพระราชวังดุสิต รวมถึงศาลากลางทุกจังหวัดทั่วประเทศ เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ทุกช่องของไทย และสถานีโทรทัศน์อีกหลายประเทศทั่วโลก มีผลงานวิชาการ หนังสือ สื่อประชาสัมพันธ์ นิทรรศการ บทภาพยนตร์ สารคดี งานเขียนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก กว่า ๕๐๐ ผลงาน โดยได้รับรางวัลทั้งด้านวิชาการ สังคม และศิลปวัฒนธรรมมากมาย … ปัจจุบันเลือกกลับมาใช้ชีวิตเกษตรกรที่เรียบง่าย ปราศจากความวุ่นวาย เป็นชาวสวนที่บ้านเกิดตามรอยวิถีของบรรพชน

ลักษณะเด่น

บ้านสวนสมุทรสงคราม แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนหลัก ได้แก่
๑. The Old Siam Heritage Home:
หมู่เรือนไทยขนาดใหญ่ ๕ หลัง รวมหอพระและศาลาไทย เรือนไทยไม้สัก ในรูปแบบดั้งเดิมดั่งเมื่อนับเวลาย้อยไปกว่าสองร้อยปีก่อน เรือนไม้โบราณในย่านสวน ( ศิลปะการออกแบบสมัยอยุธยา – รัตนโกสินทร์ รัชสมัย ร.๑ – ร.๕ ) เรือนไทยในรูปแบบงานศิลป์ของสกุลช่างไม้ฝีมือดีที่ของสยาม สำแดงฝีมืองานไม้ของไทยอันวิจิตรบรรจง เรือนวิถีไทยที่ผูกเรือนจาก เรือนไทยมีโครงสร้างแบบเสาและคานซึ่งถ่ายน้ำหนักมาจากหลังคาลงพื้น โดยผ่านเสาลงสู่ฐานราก เสาบ้านมีลักษณะสอบเข้า และเป็นเสากลม โคนโต ปลายสอบ ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของเรือนไทยไม่ให้ทรุดตัวได้ง่าย เนื่องจากฤดูน้ำหลาก พื้นดินจะ เป็นโคลนตม และตัวเรือนอาจเกิดการทรุดตัวได้ง่ายหากไม่มีการล้มสอบของเสาเรือนอันมี องค์ประกอบของเรือนไทยที่สำคัญ อาทิ ฝา เสาเรือน งัว กงพัด แระ (ระแนะ) รอด รา ตง พรึง พื้น กันสาด เต้า สลัก-เดือย ขื่อ ดั้ง อกไก่ จันทัน แป กลอน ระแนง เชิงชาย ตะพานหนู ปั้นลม หน้าจั่ว หลังคาจากกระเบื้องดินเผาเตาฟืน ประตูห้อง ประตูรั้วชาน หน้าต่าง กระได และฝาไม้แบบโบราณ เช่น เรือนฝาปะกน เรือนฝาเฟี้ยม เรือนฝาสายฝน เรือนฝาลูกฟัก และเรือนฝาสำหรวด เป็นต้น นอกจากนี้ในเรือนยังมีการแกะสลักและเขียนลวดลายแหล่งรวมฝีมือสกุลช่างแห่งสยามที่หลายหลาก ท่ามกลางสวนมะพร้าวที่ร่มรื่น ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติริมคลองสอดคล้องกับวิถีชีวิตบ้านสวน เหมาะสำหรับการพักผ่อน เงียบ สงบ สำหรับพำนักของขุนนางหรือคหบดีในบรรยากาศที่ตรึงตรา
๒. Siam Garden Home Life Museum & Art Gallery :
เรือนตั้งหันหน้าสู่ริมคลองท่าคา เส้นทางเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้ง ร.ศ.๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗ / ค.ศ. ๑๙๐๔) เรือนตั้งอยู่ริมคลองที่เคยเสด็จประพาสต้นผ่าน ภายในเรือนจัดในรูปแบบพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิต หอศิลป์ และนิทรรศการ ประกอบด้วย พระบรมฉายาลักษณ์ ภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของไทยในอดีต ทั้งบนลานชานเรือนที่เชื่อมไว้ด้วยกันทุกหลัง รวมพื้นที่กว่า ๑๐๐ ตารางเมตรและลานด้านล่างของเรือนที่เปิดโล่งรวมพื้นที่กว่า ๓๐๐ ตารางเมตร ตลอดจนห้องพิพิธภัณฑ์สามารถปรับเป็นโถงเอนกประสงค์ เพื่อรองรับการจัดแสดงงานศิลปะไทย จัดงานเลี้ยงรับรองบุคลสำคัญ งานมงคล จัด Workshop เชื่อมกับลานกลางแจ้ง สวนมะพร้าวบนท้องร่องและลานทางเดินริมคลอง รวมพื้นที่กว่า ๒,๐๐๐ ตารางเมตร ที่จัดเตรียมไว้ทั้งในร่มและกลางแจ้งสำหรับกิจกรรมที่มีความเหมาะสมหรือรับรองเฉพาะกลุ่ม ทั้งชาวไทยและต่างประเท

๓. Siam Sala – Slow Bar Slow Life :
มุมพักผ่อนสรวลเสเฮฮา – สังสรรค์ ร้านกาแฟ – ขนม – ของว่าง – อาหารไทยในบรรยากาศแบบย้อนยุค ( รัชสมัย ร.๕ – ร.๖ – ร.๗ ) ศาลาไทยบนท้องร่องเชื่อมกับสนามแนวธรรมชาติ ของบ้านสวน ภายใต้แมกไม้ที่ร่มครึ้ม บริการอาหารในตอนกลางวัน และเย็นย่ำยามค่ำคืน รับประทานอาหารไทย ขนมไทย ของว่างพร้อมทั้งกาแฟโบราณ กาแฟและชาจากยุโรป Hi Tae, Wine เครื่องดื่มเลิศรสจากแดนไกล พร้อมให้บริการ เพลิดเพลินกับการบรรยากาศริมคลอง ในสวน ฟังเพลงเบา ๆกิจกรรมพิเศษ
(การแสดงพิเศษ) การแสดง โชว์พิเศษแบบไทยร่วมสมัยของศิลปินรับเชิญเป็นครั้งคราว , (เปิดตลาดในสวน) ชุมชนหมู่บ้านย่านตลาด ร้านรวงตลาดแนวบ้านสวน ลูกทุ่ง งานวัด จำหน่ายของกิน – ของใช้ – ของฝาก ทั้งตลาดบกและตลาดน้ำเล็กๆ ที่อบอุ่น เป็นมิตร สนุกรื่นเริง สินค้าจากสวนพืช ผัก ผลไม้ ของใช้ ของที่ระลึก ในบรรยากาศของยุคสมัยที่งดงามของสยามอย่างอดีตย้อนหลังไปนับร้อยปี
๔. Siam Sufficiency Garden :
สวนวิถีไทยอยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงชีพได้ สวนมะพร้าว ผลไม้ ผักสวนครัว และพืชพรรณนานา ที่ร่มครึ้ม ยกท้องร่องด้วยภูมิปัญญาแบบบรรพชน สายลมเย็นที่พัดผ่าน เชิญชวนเดินลัดเลาะ ข้ามสะพานทางเดิน หามุมเพื่อนั่งพักผ่อน จิบเครื่องดื่ม – ทานของว่าง ภายในซุ้ม หรือม้านั่ง ที่ตั้งอยู่บนร่องสวน หรือริมคลอง ในยามค่ำสัมผัสแสงกระพริบของหิ่งห้อยที่แฝงตัวภายใต้ร่มเงาต้นลำพู และร่มเงาของแมกไม้สวนธรรมชาติ ที่ร่มรื่น
 

ประวัติ

ประวัติความเป็นมาโดยสังเขปของจังหวัดสมุทรสงคราม
จังหวัดสมุทรสงครามตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทยค่อนลงมาทางใต้ตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบชายฝั่งทะเลบริเวณปากน้ำแม่กลอง เมืองนี้ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ “แม่กลอง” จึงได้นามเมืองว่า “เมืองแม่กลอง” เช่นเดียวกับเมืองท่าจีน (สมุทรสาคร) ซึ่งตั้งอยู่ปากแม่น้ำ “ท่าจีน” จึงได้ชื่อว่า “เมืองท่าจีน”
“เมืองแม่กลอง” เป็นชื่อเดิมของจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า เมืองแม่กลองเป็นเมืองเก่ามาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏชื่อเมืองในพระไอยการนาทหารหัวเมือง กฎหมายตราสามดวง ซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองมีราชทินนามว่า “พระสมุทรสงคราม” เมืองแห่งนี้จึงมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาจนถึงปัจจุบันกว่า ๕๐๐ ปี อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นกำแพงเมือง คูเมืองของเมืองแม่กลองสันนิษฐานว่ากำแพงเมืองไม่ได้เป็นกำแพงที่ก่ออิฐถือปูน และมีการย้ายที่ตั้งเมืองหลายครั้ง ในสมัยรัตนโกสินทร์ตัวเมืองน่าจะตั้งอยู่ในบริเวณป้อมพิฆาตข้าศึก ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะตัวป้อมที่สร้างขึ้นนั้น จะสร้างในบริเวณเดียวกับที่ตั้งเมือง ทั้งนี้ ไม่พบหลักฐานการสร้างหลักเมือง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ จังหวัดสมุทรสงครามจึงได้สร้างหลักเมืองขึ้นใหม่ ส่วนการสมโภชเมืองในอดีตยังไม่พบหลักฐานเช่นเดียวกัน จังหวัดสมุทรสงครามมีประวัติความเป็นมาโดยสังเขปดังนี้
ชื่อ “เมืองแม่กลอง” นี้ ปรากฏอยู่ในแผนที่ต่างๆ เช่น แผนที่แสดงเมืองต่างๆ ตั้งแต่อ่าวไทยขึ้นไปถึงพระนครศรีอยุธยาและบรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งชาวฮอลันดาจัดทำขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๙ และในแผนที่แสดงเส้นทางทางน้ำตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงอ่าวไทยของมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางมากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ปรากฏชื่อ “แม่กลอง” (Canal of Meclon) เป็นชื่อคลองทีไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีนทางด้านทิศตะวันตก
ในจดหมายเหตุของเมอซิเออร์ เซเบเรต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ประเทศฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาเจริญพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ – ๒๒๓๑ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ใช้เส้นทางคลองด่านไปท่าจีนผ่านแม่กลองเข้าเมืองเพชรบุรี เพื่อเดินทางบกไปลงเรือกำปั่นที่เมืองตะนาวศรีเพื่อกลับปารีส โดยผ่านบ้านเมืองต่างๆ เช่น บ้านชะอำ เมืองปราณบุรี เมืองกุยบุรี เป็นต้น เมื่อผ่านเมืองแม่กลองได้บรรยายไว้ว่า


“เมืองแม่กลองนี้เป็นเมืองใหญ่กว่าท่าจีน
และตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งเรียกกันว่าแม่น้ำแม่กลอง
และอยู่ห่างกับทะเลหนทางประมาณ ๑ ไมล์
น้ำรับประทานในเมืองนี้เป็นน้ำที่ดี เมืองแม่กลองนี้
หามีกำแพงไม่แต่มีป้อมเล็กๆ สี่เหลี่ยมอยู่ ๑ ป้อม
บนป้อมนั้นมีหอรบอยู่ ๔ แห่งแต่เป็นหอรบเล็กมากก่อด้วยอิฐ
คูก็หามีไม่ แต่น้ำท่วมอยู่รอบป้อมกำแพงเมือง
หรือ รั้วใน ระหว่างหอรบนั้นทำด้วยเสาใหญ่ๆ ปักลงในดิน
และมีเคร่าขวางกันเป็นระยะๆ…”

เมืองแม่กลองเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองสมุทรสงคราม” ในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนแต่ในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบิติชมิวเซียม กรุงลอนดอน และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงเหตุการณ์ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรีเกณฑ์แรงงานจากหัวเมืองต่างๆ ๘ หัวเมือง ได้แก่ เมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรปราการ มาขุดคลองโคกขาม ส่วนในพระราชกำหนดเก่า ฉบับที่ ๒๑ ในกฎหมายตราสามดวง ตราขึ้นเมื่อจุลศักราช ๑๐๘๔ (พ.ศ. ๒๒๖๕) รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ยังคงเรียกเมืองสมุทรสงครามว่า “เมืองแม่กลอง” แต่ในพระราชกำหนดเก่า ฉบับที่ ๓๓ เรื่อง ค่าตั้งตราผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการฯ ตราขึ้นเมื่อจุลศักราช ๑๑๒๑ (พ.ศ. ๒๓๐๒) รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์) เรียกเมืองแม่กลองว่า “เมืองสมุทรสงคราม” ระบุว่า เป็นเมืองจัตวา
จะเห็นได้ว่า ในสมัยอยุธยาตอนปลายได้นำราชทินนามของเจ้าเมืองแม่กลองคือ “พระสมุทรสงคราม” มาใช้เป็นชื่อ “เมืองสมุทรสงคราม” และได้เป็นชื่อเมืองอย่างเป็นทางการสืบมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ชื่อ “เมืองแม่กลอง” ก็ยังคงปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ และชื่อทั้งสองยังคงใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๑ ในสมัยกรุงธนบุรี พม่ายกทัพเรือประมาณสองพันคนเศษ เข้ามาล้อมค่ายบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพเรือประมาณ ๒๐ ลำเศษ เข้ามาช่วยรบจนทัพพม่าแตกพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานการเรียกชื่อเมืองชัดเจนว่า เมืองสมุทรสงคราม ดังปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเมืองสมุทรสงครามซึ่งขึ้นกรมมหาดไทยมาแต่เดิม เปลี่ยนมาขึ้นกรมท่า ทำให้กรมท่ามีเมืองในบังคับ ๙ เมือง คือ เมืองนนทบุรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรปราการ เมืองชลบุรี เมืองบางละมุง เมืองระยอง เมืองจันทบุรี เมืองตราดและเมืองสมุทรสงคราม
ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นแม่กองอำนวยการสร้าง “ป้อมพิฆาตข้าศึก” ที่เมืองสมุทรสงคราม เพื่อป้องกันศึกญวน สืบเนื่องจากไทยเกิดกรณีพิพาทกับญวนเรื่องเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ ทรงเกรงว่าญวนจะยกกำลังทางเรือเข้ามารุกรานไทยจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมขึ้นตามปากน้ำสำคัญ รวมทั้งปากแม่น้ำแม่กลองด้วย เจ้ากรมป้อมพิฆาตข้าศึกว่า “หลวงลมัยแม่นมือฝรั่ง” ปลัดกรมชื่อ “ขุนถมังแม่นปืน” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ในรัชกาลที่ ๕ ป้อมนี้ได้ถูกรื้อและจัดตั้งกองโรงเรียนพลทหารเรือที่ ๑ สำหรับฝึกทหารใหม่ขึ้นแทน
ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยในส่วนภูมิภาคได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น และใน พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้จัดตั้งมณฑลราชบุรีขึ้น โดยมีเมืองสมุทรสงครามเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลราชบุรี มีการจัดแบ่งแยกท้องที่การปกครองในเขตเมืองสมุทรสงครามออกเป็น ๒ อำเภอคือ อำเภออัมพวา และอำเภอลมทวน ถึง พ.ศ.๒๔๔๑ ได้จัดตั้งอำเภอขึ้นอีกอำเภอหนึ่งคือ อำเภอเมือง มีที่ทำการอยู่ที่ปากคลองลัดจวน ตำบลบ้านปรก ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก ครั้นถึงพ.ศ. ๒๔๔๓ ได้ยุบอำเภอลมทวน โดยให้ท้องที่อำเภอลมทวนไปรวมกับอำเภออัมพวาและอำเภอเมือง จนกระทั่งพ.ศ. ๒๔๔๔ ทางราชการจึงได้จัดสร้างสถานที่ทำการของศาลากลางจังหวัดกับอำเภอเมืองขึ้นในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดใหญ่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก
ในพ.ศ. ๒๔๖๕ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยุบกองโรงเรียนพลทหารเรือ กระทรวงทหารเรือ และยกอาคารที่ดินให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ใช้เป็นที่ทำงานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๙๙ จึงได้ทำการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามมาจนถึงปัจจุบัน
จังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันแบ่งการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที สมุทรสงครามมีลำคลองใหญ่น้อยมากมาย แยกจากแม่น้ำแม่กลอง ๓๓๘ คลอง ลำประโดง ๑,๙๔๗ ลำประโดง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ จากสภาพภูมิประเทศเช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวกในด้านการคมนาคมทางน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งภายในต่างจังหวัด